ด้านนอกเป็นเช่นไร โหลชีกับเฉินซ่าไม่รู้
สิ่งที่อยู่ตรงหน้าของพวกเขา หินภูเขาขนาดใหญ่ที่แทบจะเชื่อมต่อกับท้องฟ้าราวกับแผงกั้น เข้าสู่สายตาของพวกเขา
ยิ่งเข้าไปใกล้ แรงดูดนั่นก็ยิ่งรุนแรงมากยิ่งขึ้น ความเร็วที่พวกเขาบินเข้าไปก็ยิ่งเร็วมากยิ่งขึ้น
โหลชีเบิกตากว้าง "นี่คือจังหวะที่จะชนเราให้ตายงั้นหรือ!"
"ระวัง!"
นาทีสุดท้าย เฉินซ่ากอดนางเอาไว้แล้วหมุนตัวอย่างเร็ว ให้ทั้งสองทิ้งตัวลงไปยังตำแหน่งหนึ่ง เขากอดนางเอาไว้ในอ้อมแขน ตนเองหันหลังไปทางกำแพงหินด้านนั้น
เสียงปังดังขึ้นมา แผ่นหลังของเฉินซ่าชนเข้ากับกำแพงหินอย่างแรง
"พุด!"
แรงกระแทกที่รุนแรงทำให้เลือดลมของเขาพุ่งกระฉูด ลำคอมีความหวานขึ้นมา กระอักเลือดออกมาหนึ่งคำ
หัวใจของโหลชีสั่นสะท้านอย่างมาก รีบค้นหาปลาดุกเทพออกมาแล้วยัดเข้าไปในปากของเขาทันที "กินซะ"
โชคดีที่นางมีปลาดุกเทพ โชคดีที่พิษกู่ของเฉินซ่าถูกแก้ไปแล้ว
"ข้าไม่เป็นไร" เฉินซ่ากลืนเม็ดยาเข้าไป แต่กลับยังคงรู้สึกได้ว่ายังมีแรงดูดอยู่ เขากอดโหลชีเอาไว้แน่น มองไปทางจิ้งจอกน้อยที่อยู่บนไหล่ของนาง
"วูวู"
วู๊วูแสดงออกว่ามันก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ว่า ที่นี่มีกลิ่นที่มันคุ้นเคย กลิ่นอายที่มันคิดถึง
"ร้อนจังเลย"
จู่ๆโหลชีก็กล่าวขึ้นมา
ตอนนี้พวกเขาเหมือนกับเหล็กสองแผ่น ถูกแม่เหล็กดูดติดเอาไว้แน่น ขึ้นไม่ได้ลงก็ไม่ได้ ถ้าหากจะเคลื่อนที่ ก็ทำได้แค่เคลื่อนตัวขยับติดกับกำแพงหินไปทีละนิดทีละนิดอย่างช้าๆเท่านั้น
มองขึ้นไปข้างบนหรือด้านล่าง ล้วนเป็นกำแพงหินที่ตรงและราบเรียบ สูงตระหง่านตระการตาจนทำให้คนรู้สึกตัวสั่นเทา ไม่รู้จริงๆว่านี่คือปัญญาประดิษฐ์หรือว่าเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
เฉินซ่าคิดหาวิธี จู่ๆโหลชีกลับรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาทั้งตัว รู้สึกเหมือนกับเป็นไข้ขึ้นมากะทันหัน ศีรษะก็เริ่มรู้สึกวิงเวียนขึ้นมา ขณะเดียวกัน ก็เหมือนกับมีบางสิ่งกำลังดูดกลืนจิตวิญญาณและพลังงานของนางอย่างบ้าคลั่ง นี่ทำให้นางรู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือนกับแบตสำรองอันหนึ่งเลย
"วู๊วู!"
จิ้งจอกม่วงกระโดดไปบนไหล่ของเฉินซ่าในทันที ดวงตาเล็กๆที่ตื่นตกใจกะพริบมองดูโหลชี ร้อน ร้อนเกินไปแล้ว ร้อนจนมันอยู่บนไหล่ของนาง อุ้งเท้าก็ใกล้จะร้อนจนสุกแล้ว มันกะพริบตามองไปที่เฉินซ่า ร้อนขนาดนี้ เขายังกอดแน่นเอาไว้แน่นขนาดนี้ ทนได้หรือ?
"ชีชี เจ้าอดทนเอาไว้นะ ข้าพาเจ้าลงไป"
เฉินซ่ากัดฟัน หันหลังมือตบไปทางกำแพงหินที่อยู่ด้านหลัง เดิมทีเขานึกว่าจะสามารถสะท้อนตัวเองออกไปได้ ถึงเวลานั้นถึงแม้ทั้งสองคนจะร่วงหล่นลงไปกลางอากาศ ก็ยังดีกว่าติดอยู่บนกำแพงหิน
แต่คิดไม่ถึงว่า ทันทีที่เขาตบเข้าไป ฝ่ามือกลับราวกับเข้าไปสู่บ่อโคลน นุ่มนวลราวกับไร้ซึ่งจุดหมาย มือกลับดูเหมือนกับจะจมเข้าไป
"วูวู!" วู๊วูสังเกตเห็นจุดนี้ รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ใช้หัวพุ่งชนเข้าไปในกำแพงหิน
"เจ้าโง่......"
เฉินซ่ายังไม่ทันได้ด่ามันจบ กลับเห็นทั้งตัวของมันจมเข้าไปในกำแพงหิน ชั่วครู่เดียวก็หายไปจากสายตาของเขา
นี่คือ เข้าไปแล้วหรือ?
ฝ่าบาทผู้ยิ่งใหญ่รู้สึกตกตะลึงจนอ้าปากค้างเล็กน้อย
"หุบเขาศักดิ์สิทธิ์......" โหลชีวิงเวียนสับสน "ด้านหลัง ก็คือหุบเขาศักดิ์สิทธิ์"
บอกว่าเผ่ามนต์ขาวสามารถเปิดหุบเขาศักดิ์สิทธิ์ให้คนเข้าไป ตอนนี้ดูจากสถานการณ์นี้แล้ว หุบเขาศักดิ์สิทธิ์คงจะเกิดความเปลี่ยนแปลงไปตั้งนานแล้วมั้ง พวกเขาไม่มีกุญแจติดตัวมาด้วยซ้ำ ทำไมยังสามารถเข้าไปได้?
"เข้าไปแล้วค่อยว่ากัน"
ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ พวกเขาทำได้แค่เข้าไปแล้วเท่านั้น ไม่ว่าข้างในถ้ำเสือบึงมังกรที่เต็มไปด้วยอันตรายอย่างไร เสด็จพ่อของพวกเขาก็อยู่ข้างในนี่นา
เฉินซ่ากอดโหลชีเอาไว้ พุ่งชนเข้าด้านหลังไป
ร่างกายเหมือนจมเข้าสู่น้ำที่อ่อนโยน
เย็นสบายขึ้นมาอย่างฉับพลัน
ยังไม่ทันจะได้รู้สึกอย่างเต็มที่ ทิวทัศน์ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
ต้นหญ้าที่อ่อนนุ่ม เขียวชอุ่มเต็มทุ่ง เชื่อมต่อจากท้องฟ้าไม่มีที่สิ้นสุด กว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต
ท้องฟ้าสีครามเมฆสีขาว ใสสะอาดราวกับดวงตาของเด็กสามขวบ
หุบเขาศักดิ์สิทธิ์? นี่ก็คือหุบเขาศักดิ์สิทธิ์?
ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไพศาล ไม่มีอะไรเลยเนี่ยนะ?
นี่มันเป็นไปไม่ได้นี่นา
"วู๊วู......"
ใต้ก้นของฝ่าบาทผู้ยิ่งใหญ่รู้สึกจั๊กจี้เล็กน้อย เพื่อนร่วมชั้นจิ้งจองม่วงวู๊วูมองดูเขาอย่างด้วยหน้าตาที่น่าสงสารอย่างมาก มองแล้วมองอีก เฮ้! ผู้ยิ่งใหญ่ท่านนั่งทับหางของข้าอยู่นะ!
"อะแฮ่ม"
เฉินซ่ารู้สึกกระดากอายเล็กน้อยเป็นครั้งแรกในชีวิต
เขากอดโหลชีเอาไว้แล้วลุกขึ้นมา จู่ๆก็รู้สึกตะลึงงันไปครู่หนึ่ง "เจ้าไม่ร้อนแล้ว"
เมื่อครู่นี้ทั่วทั้งตัวของโหลชีร้อนจนควันจะขึ้น แต่ว่าทันทีที่เข้ามาก็ไม่ร้อนแล้ว ไม่เพียงแค่ไม่ร้อน ตอนนี้ยังรู้สึกเย็นเล็กน้อย แม้จะกั้นด้วยชุดผ้าฝ้ายที่บางเบา เขาก็ยังสามารถรู้สึกได้ถึงความหนาวเย็นบนร่างกายของนาง อดที่จะกอดนางแน่นมากยิ่งขึ้นไม่ได้
"ข้ารู้สึกวิงเวียนมาก......ง่วงมาก ให้ข้านอนครู่หนึ่ง"
ดวงตาของโหลชีลืมขึ้นไม่ได้แล้ว นางรู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองไร้เรี่ยวแรงไปทั้งตัว มันเหนื่อยกว่าการถูกจักรพรรดิบางคนบังคับทรมานสามวันเสียอีก
"ชีชี อย่านอนนะ สถานการณ์ของเจ้าไม่ค่อยปกติเท่าไหร่......" เฉินซ่าตบไปที่แก้มของนางเบาๆ แต่กลับพบว่าผ่านไปแค่ชั่วครู่เดียวเท่านั้น โหลชีก็เข้าสู่ระหว่างกึ่งหมดสติกึ่งหลับไปแล้ว
หว่างคิ้วของเฉินซ่าเริ่มวิตกกังวลขึ้นมา กำลังคิดจะวางนางลงมา จู่ๆป่าเถาวัลย์หนาทึบแห่งนี้กลับดูเหมือน "มีชีวิต" ขึ้นมาในทันใด
เถาวัลย์ที่มีขนาดเท่าปลายแขนพวกนั้นล้วนจู่โจมมาทางพวกเขา ร่ายรำอยู่ ราวกับปลาหมึกยักษ์ที่แยกเขี้ยวยิงฟัน เสียงชิ้วๆๆดังอยู่ในหูไม่ขาดสาย ระหว่างนั้นยังมีงูพิษคอยมองหาโอกาส พุ่งตัวเข้ามาเป็นระยะๆ อ้าปากเผยเขี้ยวพิษออกมา เตรียมตัวกัดพวกเขาคำหนึ่งตลอดเวลา
เฉินซ่าตวัดกระบี่ดื่มเลือด ฟันเถาวัลย์ขาดหลายสิบท่อนติดต่อกัน แต่ว่าเถาวัลย์ของที่นี่กลับดูเหมือนมีไม่สิ้นสุด ขณะที่เขาฟันก็บินโฉบไปด้านหน้าด้วย จิ้งจอกม่วงคอยระวังด้านหลัง ขอเพียงมีที่ลอบจู่โจมโหลชี มันจะรีบอ้าปากและออกกรงเล็บทันที
แต่ว่าในขณะที่พวกเขาใกล้จะออกจากป่าเถาวัลย์หนาทึบนั้น จู่ๆใต้พื้นดินก็เกิดการสั่นสะเทือนขึ้นมา เงาดำที่มีขนาดใหญ่สองเงาบินทะยานออกมา สะบัดร่างอยู่กลางอากาศ ดินโคลนกระเด็นออกมาเป็นก้อนเป็นก้อน ตกลงมาบนร่างกายของพวกเขากลับรู้สึกถึงความเจ็บ
เฉินซ่าหันหลังกลับมาอย่างรวดเร็ว ปกป้องโหลชีเอาไว้ด้านหลัง
สัตว์ประหลาดสองตนนั้นลงมาบนพื้นอย่างแรง เสียงปังๆสองเสียงดังอู้อี้ขึ้นมา สะเทือนจนใต้เท้าของเขาสั่นไหวขึ้นมาอย่างฉับพลันอีกครั้ง
หลังจากที่เขาเห็นหน้าตาของสัตว์ประหลาดสองตนนั่นอย่างชัดเจนแล้ว เฉินซ่าผู้ซึ่งเคยผ่านประสบการณ์ผ่าลมพายุมานับไม่ถ้วน เคยเห็นสัตว์แปลกประหลาดมาไม่น้อยก็ยังอดที่จะอ้าปากค้างไม่ได้
นั่นคือสัตว์ร้ายที่มีขนาดมหึมาที่ไม่รู้จักชื่อ รูปร่างสูงใหญ่มาก เหมือนกับภูเขาลูกเล็กสองลูก บนร่างกายปกคลุมไปด้วยเกล็ด ถึงแม้เกล็ดพวกนั้นจะถูกปกคลุมไปด้วยดินโคลน แต่ว่าส่วนที่เผยออกมาสามารถเห็นถึงความแข็งที่ไร้ที่เปรียบ เมื่อเทียบกับร่างกายแล้ว หัวของพวกมันกลับเล็กมาก แหลม บนหัวมีหนามที่แหลมคม ดวงตาเล็กมาก ดวงตาสองข้างข้างหนึ่งแดงก่ำ ข้างหนึ่งเป็นสีเขียวเข้ม ถึงกับมีนัยน์ตาสองสี
ถึงแม้ยังระยะห่างจากกันช่วงหนึ่ง แต่ว่าเฉินซ่าก็ได้กลิ่นเหม็นประหลาดไร้ที่เปรียบอย่างหนึ่งแล้ว กลิ่นที่ออกมาจากร่างของพวกมัน
สัตว์ประหลาดตาสองสีสองตนนี้กำลังเดินมาทางเขาช้าๆ เฉินซ่าพบว่าดวงตาของพวกมันจ้องมองไปที่บริเวณเอวของเขาตลอด เขามองต่ำลงไป พบว่านั่นคืออำพันมังกรที่โหลชีจับเอาไว้แน่นในมือ
ตัวของนางหมดสติๆไปแล้ว แต่ยังไม่ลืมจับอำพันมังกรเอาไว้แน่น
เฉินซ่ารู้สึกได้ถึงภัยคุกคามที่ส่งมาจากสัตว์ประหลาดตาสองสีสองตนนี้ได้อย่างชัดเจน
คิดว่านี่คงต้องมีการต่อสู้ที่ดุเดือดขึ้นมาแล้ว เขากำกระบี่ดื่มเลือดเอาไว้แน่น
"ชิ้ง!"
นี่ก็คือเสียงร้องของสัตว์ประหลาดตาสองสีนั่น
เสียงนี้คำรามไปทางเฉินซ่า เขาถอยหลังไปก้าวหนึ่งอย่างอดไม่ได้ ถึงกับรู้สึกปวดหัวเหมือนหัวจะแตก
"บัดซบ" นี่คือการโจมตีแบบไหนกัน?
"ชิ้ง!ชิ้ง! ชิ้งๆๆ!"
สัตว์ประหลาดตาสองสีทั้งสองตนคำรามใส่เขาขึ้นมาพร้อมกัน
เหมือนกับมีมีดบิดนับไม่ถ้วนพุ่งตรงเข้ามาทางหัวของเฉินซ่า ไม่มีที่ให้หลีกหนี ความเจ็บปวดแบบนั้นทำให้สีหน้าของเขาซีดขาวกะทันหัน และก็ถอยหลังออกไปอีกสามก้าวอย่างควบคุมไม่อยู่
"อ๊ากก! เจ็บจัง!"
จู่ๆโหลชีที่หมดสติไปกรีดร้องขึ้นมา เฉินซ่าที่เดิมทียังสามารถอดทนได้ทันทีที่ได้ยินเสียงกรีดร้องเช่นนี้ของนาง ก็กระวนกระวายขึ้นมาทันที และในเวลานี้สัตว์ประหลาดตาสองสีก็คำรามออกมาอย่างถี่ยิบต่อเนื่อง
เจ็บ ความเจ็บที่ไม่มีที่สิ้นสุด เจ็บจนเหมือนกับมีคนเอาดาบปลายมือมาแทงลงไปบนหัวของพวกเขา แล้วก็คนอย่างแรง
เฉินซ่ากัดฟันเอาไว้แน่น มือข้างหนึ่งยกโหลชีเอาไว้ ภาพที่อยู่ตรงหน้าพร่ามัวสั่นไหวขึ้นมาแล้ว ไม่ จะล้มลงไปไม่ได้ หากว่าเขาล้มลงไป พวกเขาล้วนจะต้องตกเป็นเหยื่อของสัตว์ประหลาดตาสองสีสองตนนี้แน่!
และในเวลานี้ เสียงผิวปากที่ยาวและชัดเจนกับเสียงคำรามที่ดังและคมชัดดังทะลวงผ่านอากาศมาพร้อมกัน
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ใต้ร่มยาใจ