องค์ชายผู้ทรงเสน่ห์ นิยาย บท 931

เยี่ยนจิง

จากการเข่นฆ่าไปทั่วของทหารเฝ้าประตูเมืองอาณาจักรเยี่ยน บนกำแพงเมืองก็มีการแขวนศีรษะของชาวเมืองมากมาย

ฉินชงยืนอยู่นอกกำแพงเมืองแล้วเห็นสภาพการตายที่อนาถของชาวเมืองเหล่านั้นแล้วก็เกิดเดือดดาลอย่างมาก เขาตะโกนเสียงดังว่า

“อย่าทำการต่อต้านที่ไร้ประโยชน์ต่อไปดีกว่า รีบทำการยอมแพ้ แล้วจะไว้ชีวิต เพียงแค่ยอมจำนนต่ออาณาจักรฉิน ข้าจะรับรองความปลอดภัยของชาวเมือง!”

เมื่อชาวเมืองในเมืองได้ยินเสียงของกองทัพอาณาจักรฉินแล้ว ก็ไม่กล้าออกไปยอมแพ้ แม้กองทัพอาณาจักรฉินจะมอบเสบียงให้ แต่เพียงแค่เข้าไปใกล้ประตูเมืองก็มองเห็นศีรษะของเพื่อนพ้องถูกแขวนอยู่บนกำแพงเมือง ทำเอาพวกเขาตกใจจนไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม

ทหารเฝ้าประตูเมืองยืนอยู่บนกำแพงเมือง เมื่อได้ยินว่ากองทัพอาณาจักรฉินคอยบอกให้พวกเขายอมแพ้ กลัวว่าจะเกิดความโกลาหลอีก จึงได้ตะคอกกลับว่า

“กองทัพอาณาจักรฉินจงฟัง ลูกหลานอาณาจักรเยี่ยนยอมตายอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ยอมมีชีวิตอยู่ต่ออย่างไร้ศักดิ์ศรี อย่าคิดจะให้เรากลายเป็นคนทรยศ! แน่จริงก็มาต่อสู้กับเรา!”

ความใจเย็นของฉินชงแทบจะหมดสิ้นแล้ว เขาล้อมเมืองมาหนึ่งเดือนแล้ว กัวฮวายไม่แยแสความเป็นอยู่ของชาวเมืองเลย ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ต่อให้อาณาจักรฉินจะอยากปกป้องแค่ไหน เกรงว่าชาวเมืองอาณาจักรเยี่ยนก็คงอดทนถึงตอนนั้นไม่ไหว

และในขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ก็มีเสียงดังขึ้นจากขบวนหลังของอาณาจักรฉิน

“อ๋องเหยียนเสด็จ!”

ทุกคนต่างรีบหันไปมองท้ายขบวน และเห็นฉินเหยียนสวมชุดยาวสีขาว ในมือถือไม้เท้าไม้ไผ่อยู่ ดูน่าเกรงขามอย่างมาก ราวกับผู้ศักดิ์สิทธิ์จุติยังโลกมนุษย์ ด้านซ้ายและด้านขวาของเขามีหญิงสาวที่สวมหน้ากากอยู่สองคน พวกนางรีบเดินมายังกลางลานอย่างน่าเกรงขาม

เมื่อกองทัพรถยนต์เห็นอ๋องเหยียนปรากฏ พวกเขาก็ตกตะลึงจนขนหัวลุก เบิกตากว้างอ้าปากค้าง เมื่อได้สติกลับมาจึงได้คุกเข่าข้างหนึ่งลงแล้วประสานมือคารวะคำนับว่า

“เข้าเฝ้าอ๋องเหยียน อ๋องเหยียนทรงอายุยืนหมื่นปีหมื่น หมื่นปีพ่ะย่ะค่ะ!”

ฉินเหยียนเดินไปด้วยแล้วกางแขนสองข้างออกพร้อมพูดอย่างเสียงดังว่า

“ทหารทุกนายจงลุกขึ้น!”

“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะอ๋องเหยียน!”

ทหารขบวนรถยนต์พูดเสียงดังสะท้านไปทั่วพื้นดิน

สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน ทำเอาเหล่าทหารเฝ้าประตูเมืองอาณาจักรเยี่ยนเองก็ประหลาดใจ และจ้องมองลงไปยังด้านล่างกำแพงเมือง ร่างที่มีความศักดิ์สิทธิ์สูงส่งและมีความน่าเกรงขามนั้นทำให้พวกเขาตะลึงไปหมด ทุกคนอึ้งไปหมด ไม่คิดว่าอ๋องเหยียนแห่งอาณาจักรฉินจะมาจริงๆ!

แม่ทัพได้สติแล้วรู้สึกถึงความอันตราย จึงได้รีบลงจากกำแพงเมืองอย่างกระวนกระวาย จากนั้นก็รีบขึ้นขี่ม้าไปรายงานที่พระราชวังทันที

ขณะนี้ ฉินหยียนเดินไปยังเบื้องหน้าของฉินชงอย่างน่าเกรงขาม เขายิ้มแย้มแล้วทักทายว่า

“พี่ใหญ่! ไม่ได้พบกันเสียนานเลย!”

บัดนี้ฉินชงไม่อยากจะเชื่อสายตาของตนเองเลย แม้ว่าฉินเหยียนจะมีหนวดเครายาว แต่ดวงตาที่เฉลียวฉลาดและความน่าเกรงขามนั้น จะต้องเป็นเจ้าสิบสี่แน่นอน!

ฉินชงรีบเดินเข้าไปหาแล้วพูดอย่างดีใจว่า “น้องสิบสี่ เป็นเจ้าจริงด้วย! ในที่สุดเจ้าก็กลับมา!”

“ว่าอย่างไรนะ!”

กัวฮวายได้รับข่าวว่าอ๋องเหยียนแห่งอาณาจักรฉินได้มาถึงนอกกำแพงเมืองก็ตกตะลึงจนยืนขึ้นมา เขาถามด้วยเสียงที่สั่นคลอนว่า “เจ้าแน่ใจนะว่าเห็นเป็นอ๋องเหยียนแห่งอาณาจักรฉินจริงๆ?”

ทหารเฝ้าประตูเมืองที่มารายงานพูดว่า “รายงานพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมได้เห็นเองกับตา กองทัพอาณาจักรฉินหลายหมื่นนายคำนับต่อเขา ใช่ไม่ผิดแน่พ่ะย่ะค่ะ!”

กัวฮวายทรุดนั่งลงไป เห็นได้ชัดว่าเขากระวนกระวายมาก เขาไม่คิดเลยว่าอ๋องเหยียนแห่งอาณาจักรฉินที่เงียบหายไปหลายปีจะเสด็จมาได้รวดเร็วขนาดนี้ ดูท่าสงครามจะหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว

กัวฮวายสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามควบคุมอารมณ์ของตนเองแล้วถามว่า

“ตอนนี้ข้ายังมีกองกำลังทหารอีกมากแค่ไหน?”

เสนาบดีกรมกลาโหมประสานมือตอบกลับว่า “รายงานพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท เมื่อรวมกับทหารในเมืองทุกนายแล้วไม่ถึงหนึ่งแสนนายพ่ะย่ะค่ะ”

กัวฮวายตกตะลึง เมื่อหนึ่งเดือนก่อนยังมีกองกำลังนับล้าน เพียงแค่หนึ่งเดือนกลับเหลือไม่ถึงหนึ่งแสนแล้วงั้นรึ ความต่างชั้นของกำลังนี้ หากทำสงครามขึ้นมาจริงๆ ก็เท่ากับเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุงไม่ใช่รึ

แต่บัดนี้กัวฮวายจะมัวสนใจมากขนาดนั้นไม่ได้แล้ว เขาไต่เต้าจากแม่ทัพมาจนถึงได้เป็นฮ่องเต้ พยายามต่อสู้มาหลายปีอย่างเหน็ดเหนื่อย บัดนี้จะให้เขายกดินแดนให้ผู้อื่นเนี่ยนะ ไม่มีทาง! ต่อให้เหลือทหารแค่นายเดียวเขาก็ไม่มีทางยอมแพ้!

แพ้เป็นโจร ชนะเป็นกษัตริย์ กัวฮวายยืนขึ้นทันทีแล้วออกคำสั่งอย่างเข้มงวดว่า

“นำชุดเกราะและดาบศักดิ์สิทธิ์ของข้ามา ข้าจะนำกองทัพไปจัดการกับอ๋องเหยียนแห่งอาณาจักรฉิน!”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: องค์ชายผู้ทรงเสน่ห์